ถ้าให้บอกว่า SOLGEN คืออะไร ด้วยคําเดียว ขอใช้คําว่า สมรม หรือ ในภาษาเมืองว่า โฮะ

อาจารย์มนวัธน์ พรหมรัตน์

อาจารย์มนวัธน์ พรหมรัตน์

เราเป็นคนเชียงใหม่เติบโตท่ามกลางภูมิทัศน์ทางการเมืองสังคมและวัฒนธรรมของเชียงใหม่มาโดยตลอดตั้งแต่ประถม-มัธยมจนถึงระดับมหาวิทยาลัยก็เรียนอยู่ที่เชียงใหม่มาตลอดนะแม้ในช่วงปริญญาโทไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นแต่เราก็นิยามตัวเองว่าเป็น“คนเชียงใหม่”แต่ก็นะเส้นทางชีวิตก็พาตัวเราออกจากพื้นที่เดิมย้ายตัวเองมาใช้ชีวิตและทํางานในต่างถิ่นซึ่งกลายเป็นประสบการณ์สําคัญที่ทําให้มองตัวเองและโลกกว้างขึ้น

สําหรับตัวเราเอง คิดว่าคนอื่นๆ ส่วนใหญ่อาจมองไม่เห็นในความเป็นจริงในตัวเรานะ เอาจริงๆ เราเป็นคนสนุกสนานและเข้ากับคนอื่นได้ง่าย(มั้ย)นะที่พูดแบบนี้ เพราะว่าเมื่อครั้งหนึ่งที่ผ่านมาเร็วๆนี้ คณบดีบอกเรา ว่า “ไม่นึกว่าอาจารย์จะเป็นคนสนุกสนานและเข้าถึงได้ง่ายไม่ถือตัว” เราฟังแล้วแอบตกใจนะภาพลักษณ์ของตัวเราทุกวันนี้เป็นแบบนั้นเหรอ เราคิดว่าการย้ายสํานักวิชาฯทําให้คนจํานวนหนึ่งยังไม่เห็นตัวตนด้านนี้ของเราแต่หากย้อนกลับไปในสํานักวิชาเดิม เค้าก็รู้กันละว่าเราเป็นคนร่าเริงและเป็นกันเองแต่ก็นะ เรากลับมาสํานักวิชาฯ นี้หลังจากลาเรียนต่อ และอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านใหญ่ของชีวิต เลยอาจทําให้มีภาพสื่อออกไปแบบนั้น 

เราไม่เคยคิดว่าตัวเรามีภาพลักษณ์แรงๆ นะ กลับกันคนอื่นๆ มองว่าเราเป็นคนดูแรง ในสายตาของคนรอบข้าง หลายคนบอกว่าเราเป็นคน “แรง” ซึ่งอาจ
ทําให้ดูเป็นคนเข้าถึงยาก แม้เราจะถามกลับเสมอว่าแรงจริงหรือไม่ แต่ในช่วงนี้เราก็ยอมรับว่าตัวเองอยู่ในช่วงที่ไม่อยากให้ใครเข้ามาใกล้นัก เพื่อนสมัยมัธยมเคยพูดกับเราตรงๆ ว่า “มึงเป็นคนดูไม่น่าคบ ไม่มี first impression”

แต่สําหรับช่วงนี้ มันเป็นช่วงเวลาพิเศษของเรามั้งนะ เรารู้สึกว่าตัวเองกําลังรับมือกับ “เสถียรภาพทางอารมณ์” มันเป็นสิ่งที่เรากําลังรับมือมากที่สุดบางช่วงอารมณ์ก็ไม่มั่นคงนัก มีหลายคําถามวนเวียนอยู่ในใจ โดยเฉพาะคําถามเชิงปรัชญาเกี่ยวกับชีวิตและความตาย ส่วนตัวเราเป็นคนไม่เชื่อในโลกหลังความตาย

แต่เมื่อพ่อเล่าให้ฟังว่า เขาฝันถึงแม่แทบทุกคืน เราก็กลับเผลอคิดไปว่า สักวันหนึ่งเมื่อพ่อจากไป เขาจะได้กลับไปอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ความคิดนี้ทําให้เราแปลกใจในตัวเอง และกลายเป็นเรื่องที่รบกวนใจอยู่เงียบ ๆ โดยตลอด จนบางครั้งก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า เราคิดมากเกินไปหรือเปล่า ทั้งหมดนั้นต่อเนื่องมาจาก 5 ปีที่ผ่านมานี้นะ

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่เราตัดสินใจลาเรียนต่อภาคประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เราได้กลับไปอยู่เชียงใหม่นานและต่อเนื่องอีกครั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสําคัญของชีวิตหลายอย่างเป็นช่วงสุดท้ายที่ได้ใช้เวลาอยู่กับแม่(ปัจจุบันคุณแม่อาจารย์มีน ถึงแก่กรรมไปแล้ว-ผู้เขียน)ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่โลกของเพื่อน ๆ เปลี่ยนไป ทุกคนเข้าสู่วัยทํางาน เราได้เข้าไปอยู่ในวงวิชาการใหม่ ๆ ได้พบผู้คนใหม่ ๆ ที่ช่วยสนับสนุนและเติมเต็มชีวิตในอีกแบบหนึ่งแม้ช่วงเวลานั้นจะเต็มไปด้วยความเศร้า โดยเฉพาะการได้อยู่กับแม่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่เราก็เห็นว่าการตัดสินใจลาเรียนในตอนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และคิดเสมอว่า หากวันนั้นเราไม่ได้ลาเรียน กลับไปอยู่เชียงใหม่แล้วเหตุการณ์เดินไปตามที่เป็นนี้แม่ไม่อยู่แล้วเราคงรู้สึกเสียใจมากกว่านี้

สําหรับเรา “บ้าน” ไม่ได้หมายถึงสถานที่เพียงอย่างเดียวบ้าน คือ ที่ที่อบอุ่นรู้สึกปลอดภัยและสามารถแบ่งปันความรู้สึกกับคนรอบข้างได้ เอาจริงๆนะ ในทุกวันนี้ เรารู้สึกว่าในโลกออนไลน์เป็นบ้าน เชื่อมั้ยครั้งหนึ่งระหว่างไปเที่ยวกับแฟน เขาเคยถามเรา ว่า “เค้าอยู่ที่นี่ แล้วตัวเองอยู่ที่ไหน ทําไมเอาแต่ดูโทรศัพท์”ณ เวลานั้น เรารู้ผิดเลยนะ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราเริ่มตระหนักนะ ว่านี่คงเป็นส่วนหนึ่งการจัดการกับการเปลี่ยนผ่านชีวิตของเราช่วงที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ชีวิตจริงเราเปลี่ยนแตกต่างไป จนเรารู้สึกอะไรบ้างอย่างขึ้นมานะ

กาลครั้งหนึ่งที่ผ่านมาไม่นานนี้นะ “น้ำ” (พัชรี เมืองมุสิก) น้ำ ถามเรา ว่า“อาจารย์เหงามั้ย เพราะหลังจากกลับมาจากเรียนต่อ เพื่อนๆ คนที่เคยรู้จักไม่อยู่แล้ว หายหน้ากันไปหลายคน” ยอมรับเลยว่าตอนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรนะ อยู่ดีๆ วันหนึ่งเราอยู่เงียบๆ คนเดียวคําถามนั้นกลับย้อนมา มันฮุกเข้าจนเราร้องไห้ออกมาเลยนะ เรารู้สึกขึ้นมาว่า เราเหงาจริง ๆ และยังไม่สามารถก้าวข้าม Good old day วันก่อนคืนวันเก่าสวยงามของเรา ก่อนลาเรียนได้ คําถามของนาทําให้เราเริ่มคิดนะ ว่าบางสิ่งได้หายไปแล้วจริง ๆ และการยอมรับความรู ้สึกนั้นอาจเป็นก้าวแรกของเราที่จะเริ่มเดินใหม่อีกครั้งต่อจากนี้

ตอนนี้เรามีความฝันเล็กๆ ที่มีความหมายกับตัวเราเองมากๆ กําลังพูดคุยกับเพื่อน ๆ ในแวดวงล้านนาศึกษา(กระแสรอง)ในการเปิดพื้นที่สนทนาแลกเปลี่ยนผ่านเพจออนไลน์ ที่มีอยู่แล้ว พวกเราอยากเห็นมุมมองใหม่ๆและประเด็นถกเถียงใหม่ ๆ เกี่ยวกับล้านนาศึกษา แม้ตัวเองไม่ได้ทํางานอยู่ในภาคเหนือ ก็หวังว่างานเล็กๆ เหล่านี้ช่วยเสริมสร้างการตั้งคําถามต่อความเป็นไทยและสังคมไทย ให้อยู่บนฐานของความเป็นจริงมากขึ้น อย่างน้อยก็เป็นการมีส่วนร่วมเล็กๆ ในการทําความเข้าใจสังคมไทย

สําหรับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เรานับว่าตัวเองเป็นคนรุ่นเก่าคนหนึ่งนะทํางานที่นี่มา 13 ปีแล้ว ก่อนหน้านั้น เราทํางานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา(เชียงใหม่) เรายื่นสมัครงานที่นี่ 2 รอบนะ รอบแรก หลังจบปริญญาโทญี่ปุ่น จําได้เลยว่า วันรับปริญญาของที่นั่น เป็นวันสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ปิดรับสมัครพอดี เราต้องขอให้เพื่อนช่วยวิ่งเอกสารสมัครให้ ถึงสมัครทันแต่ด้วยกระบวนการที่ใช้เวลา เราก็ได้งานมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนาพอดี ก็เลยไปสอนอยู่ที่นั่นพักหนึ่ง จนวันหนึ่ง ม.วลัยลักษณ์ เปิดรับสมัครตําแหน่งเดิมนี้อีกครั้ง ประกอบกับเรารู้สึกว่างานที่ทําอยู่มันไม่ลงตัวจนแอบคิดกับตัวเองว่า
“ตําแหน่งนี้มันเปิดไว้สําหรับเราหรือเปล่านะ” จึงตัดสินใจสมัคร และได้มาอยู่ที่นี่ในที่สุด

ช่วงแรกที่เข้ามาอยู่ที่นี่ เรารู้สึกว่าทุกอย่างแตกต่างจากเดิม เพราะไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในภาคใต้มาก่อน จําได้นะ ก่อนจะมาทํางานที่นี่ พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเอง
ก็เป็นคนภาคเหนือที่มาเรียนที่ มศว สงขลา เราจึงคิดว่าเส้นทางชีวิตของตัวเองอาจคล้ายพ่อ คือการย้ายถิ่น เปลี่ยนบรรยากาศชีวิตไปเรื่อย ๆ แต่นั้นละสุดท้ายก็
ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่มานานกว่าสิบปีแล้ว

สําหรับตัวเราเอง ถ้าให้บอกว่า SOLGEN คืออะไร ด้วยคําเดียว ขอใช้คําว่า“สมรม” หรือในภาษาเมืองว่า “โฮะ” คํานี้ไม่ได้มีความหมายเชิงบวกหรือลบนะเราคิดว่าคํานี้ สะท้อนถึงความหลากหลาย ความปะปน ดูเหมือนจะไม่เข้ากันเลยแปลกดีนะ สิ่งที่ดูไม่เข้ากันเหล่านี้กลับสามารถอยู่ร่วมกันได้ นั่นละเรา คิดว่านี่ คือ เสน่ห์และพลังของ SOLGEN